LogoVoice to Voters (The Unofficial People’s Guide)

หยุดจ่ายค่าโง่การเดินทาง! ตั๋วร่วม 8-45 บาท ทำได้จริงหรือขายฝัน?

Canonical ID: Canonical_QAs:⟨019bbc5b-3b81-7000-bbdc-06eeaa35f8e5⟩

ภาพประกอบนโยบาย

หยุดจ่ายค่าโง่การเดินทาง! ตั๋วร่วม 8-45 บาท ทำได้จริงหรือขายฝัน?

❓ คำถามท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ

คำถามสำคัญที่ประชาชนและสื่อมวลชนอาจถามคุณ:

  • งบประมาณอุดหนุนปีละ 37,000 ล้านบาท จะกลายเป็นภาระภาษีในระยะยาวหรือไม่?
  • จะเจรจากับผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าเดิมอย่างไรเพื่อให้ยอมรับเพดานราคา 45 บาท?
  • การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจะทำให้การเชื่อมต่อเส้นทางข้ามจังหวัดเกิดปัญหาหรือไม่?
  • รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) มีราคาแพง ท้องถิ่นขนาดเล็กจะบริหารจัดการงบประมาณไหวจริงหรือ?

📢 แนวทางการสื่อสาร (Quick Response)

การตอบแบบสั้น (Short Answer): นโยบายตั๋วร่วม 8-45 บาท คือการรวมระบบรถเมล์และรถไฟฟ้าเข้าด้วยกันโดยคิดตามระยะทางจริงและมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 45 บาท เรามุ่งเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีงบประมาณและอำนาจตัดสินใจเอง เพื่อให้ขนส่งสาธารณะเป็นบริการพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การสื่อสารเชิงโน้มน้าว (Persuasive Message): เรากำลังเปลี่ยนการเดินทางจากการเป็นภาระ ให้กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยนโยบายตั๋วร่วม 8-45 บาท ที่จะคืนเงินในกระเป๋าและคืนเวลาชีวิตให้คนไทย พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะทำลายการผูกขาดการบริหารจัดการจากส่วนกลาง แล้วส่งคืนอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในพื้นที่จริงๆ เพื่อสร้างเมืองที่เดินทางสะดวก อากาศสะอาด และเท่าเทียมสำหรับทุกคน


💡 สรุปคำตอบเชิงกลยุทธ์

พรรคประชาชนนำเสนอการปฏิวัติระบบขนส่งมวลชนผ่านแนวคิดการจัดสวัสดิการเดินทางที่ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยการนำระบบตั๋วร่วม '8-45 บาท' มาใช้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ปัจจุบันสูงถึง 20% ของรายได้ประชาชน หัวใจสำคัญคือการ 'กระจายอำนาจและงบประมาณ' ให้ท้องถิ่นสามารถออกแบบเส้นทางที่สอดคล้องกับความต้องการจริงในพื้นที่ ไม่ใช่การสั่งการจากส่วนกลาง พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน

🎯 ประเด็นสำคัญที่ต้องสื่อสาร

  1. ระบบตั๋วร่วม '8-45 บาท' ครอบคลุมทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าทั่วประเทศ
  2. บังคับใช้ระบบชำระเงิน EMV ให้ครอบคลุมทุกสายการเดินรถภายในปีแรก
  3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจออกแบบเส้นทางและกำหนดราคาเอง
  4. จัดสรรงบประมาณอุดหนุนขนส่งท้องถิ่นปีละ 37,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี
  5. เปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
  6. จัดสวัสดิการส่วนลดพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง เด็ก นักเรียน และผู้สูงอายุ

⚠️ วิกฤตและปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข (What)

สถานการณ์ปัจจุบัน: ปัจจุบันประชาชนต้องแบกรับภาระค่าเดินทางสูงถึง 20% ของรายได้ ระบบขนส่งมวลชนขาดการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ และภาคการขนส่งยังเป็นต้นเหตุสำคัญของมลพิษ PM2.5 ซึ่งสูงถึง 65% ในเขตเมืองใหญ่ ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต

🚀 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Why)

การดำเนินนโยบายนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด ลดปัญหาจราจรติดขัดที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เมืองผ่านการใช้รถเมล์ไฟฟ้า

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ: ประชาชนทั่วไปในเขตเมืองและปริมณฑล นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก

🛠 แนวทางและมาตรการของพรรค (How)

มาตรการหลัก:

  • แก้ไข พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อโอนอำนาจการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งให้ อปท.
  • นำร่องปฏิรูปเส้นทางขนส่งมวลชนใน 15 หัวเมืองหลักทั่วประเทศ
  • ติดตั้งระบบชำระเงินดิจิทัล (EMV) ในระบบขนส่งทุกประเภทเพื่อให้ตั๋วร่วมใช้งานได้จริง
  • จัดทำฐานข้อมูลยานพาหนะดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone)
  • บูรณาการงบอุดหนุนตามหลักวิทยาศาสตร์โดยอิงจากภารกิจและต้นทุนจริง

⏳ งบประมาณและกรอบเวลา

ทรัพยากรและงบประมาณ: งบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจปีละ 37,000 ล้านบาท ต่อเนื่อง 8 ปี

กรอบเวลาดำเนินการ:

  • ปีที่ 1: บังคับใช้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 15-45 บาท และระบบ EMV ครบทุกสาย
  • ปีที่ 2: เริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมรถเมล์และรถไฟฟ้า 8-45 บาท เต็มรูปแบบ

📂 ที่มาและแหล่งอ้างอิง (Sources)

🔗 ข้อมูลเพิ่มเติม