
เป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส.: การแยกอำนาจเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด หรือแค่การสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง?
❓ คำถามท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ
คำถามสำคัญที่ประชาชนและสื่อมวลชนอาจถามคุณ:
- •หากรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะถือเป็นการทิ้งความไว้วางใจที่ประชาชนเลือกมาเป็นตัวแทนในสภาหรือไม่?
- •การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จะส่งผลต่อเอกภาพของรัฐและความมั่นคงภายในประเทศอย่างไร?
- •การปฏิรูปกองทัพให้ขึ้นตรงต่อรัฐบาลพลเรือน จะทำให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพจนนำไปสู่การรัฐประหารอีกหรือไม่?
- •การสังคายนากฎหมายและยกเลิกใบอนุญาตจำนวนมาก จะทำให้การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพบริการลดลงหรือไม่?
📢 แนวทางการสื่อสาร (Quick Response)
การตอบแบบสั้น (Short Answer): ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพื่อแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติอย่างเด็ดขาด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเต็มเวลา พร้อมเดินหน้ากระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและสังคายนากฎหมายล้าสมัยเพื่อเปลี่ยนรัฐอุปสรรคเป็นรัฐสนับสนุน
การสื่อสารเชิงโน้มน้าว (Persuasive Message): เราต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในการเมืองไทยที่ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การให้รัฐมนตรีลาออกจาก ส.ส. คือการแสดงความรับผิดชอบเพื่อให้สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันเราจะคืนอำนาจให้กับท้องถิ่นและทำลายโซ่ตรวนของกฎหมายล้าสมัย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตจากฐานรากและข้าราชการทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
💡 สรุปคำตอบเชิงกลยุทธ์
พรรคประชาชนมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินผ่าน 3 เสาหลัก คือ การแยกอำนาจบริหารที่ชัดเจน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และการปฏิรูประบบกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เพื่อลดอุปสรรคในการทำมาหากินของประชาชน โดยมีหัวใจสำคัญคือการทำให้รัฐบาลทำงานได้รวดเร็วขึ้น ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และรับใช้ประชาชนในระดับพื้นที่ได้โดยตรง
🎯 ประเด็นสำคัญที่ต้องสื่อสาร
- •ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
- •ปฏิรูปกองทัพผ่านระบบเสนาธิการร่วมและให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน
- •กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และการใช้ระบบกำหนดหน้าที่แบบห้ามทำ (Negative List)
- •สังคายนากฎหมายล้าสมัยภายใน 3 ปี และใช้ระบบอนุญาตตามความเสี่ยง
- •ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ำให้เพิ่มขึ้นทุกปีตามค่าครองชีพและผลิตภาพแรงงาน
⚠️ วิกฤตและปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข (What)
สถานการณ์ปัจจุบัน:
โครงสร้างรัฐปัจจุบันมีความล้าสมัยและรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้การตัดสินใจล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ กฎหมายจำนวนมากกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยเฉพาะ SMEs และมีการควบรวมอำนาจนิติบัญญัติกับบริหารเข้าด้วยกันจนทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลทำได้ยาก
🚀 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Why)
รัฐจะมีขนาดกะทัดรัดแต่มีประสิทธิภาพสูง ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐได้ง่ายขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตจากการปลดล็อกกฎหมายและการมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง และแรงงานจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการปรับค่าจ้างที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ:
ประชาชนทั่วไปที่เข้าถึงบริการรัฐได้ยาก, SMEs ที่แบกรับต้นทุนทางกฎหมาย, แรงงานที่ค่าจ้างไม่สะท้อนความจริง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดอิสระในการบริหาร
🛠 แนวทางและมาตรการของพรรค (How)
มาตรการหลัก:
- •แก้ไข พ.ร.บ. กลาโหม เพื่อลดอำนาจสภากลาโหมและให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งนายพล
- •เปลี่ยนวิธีให้กำหนดอำนาจท้องถิ่นเป็นแบบ Negative List เพื่อให้ท้องถิ่นทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้าม
- •จัดเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศ (Super Local Election Day) และเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
- •ยกเลิกใบอนุญาตสำหรับกิจการความเสี่ยงต่ำ 20-30% ภายใน 3 ปีแรก ด้วยระบบ Regulatory Guillotine
- •แก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อบังคับให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
⏳ งบประมาณและกรอบเวลา
ทรัพยากรและงบประมาณ:
- •งบลงทุนแหล่งท่องเที่ยว 5,000-10,000 ล้านบาท
- •งบอัดฉีดเมืองรองแห่งละ 200 ล้านบาท
- •รายได้คาดการณ์จากค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 9,000 ล้านบาทต่อปี
กรอบเวลาดำเนินการ:
- •ภายใน 6 เดือน: เริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ
- •ภายใน 3 ปี: สังคายนากฎหมายและลดจำนวนใบอนุญาตให้สำเร็จ
- •ภายใน 4 ปี: สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ 5 แห่งและขับเคลื่อนการกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ