LogoVoice to Voters (The Unofficial People’s Guide)

จะปล่อยให้ผู้สูงอายุรอคิวจนสายเกินไป หรือจะยกโรงพยาบาลไปไว้ที่บ้านพวกเขา?

Canonical ID: Canonical_QAs:⟨019bbb58-b72f-7000-bed9-3d70a0f1ca76⟩

ภาพประกอบนโยบาย

จะปล่อยให้ผู้สูงอายุรอคิวจนสายเกินไป หรือจะยกโรงพยาบาลไปไว้ที่บ้านพวกเขา?

❓ คำถามท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ

คำถามสำคัญที่ประชาชนและสื่อมวลชนอาจถามคุณ:

  • อสม. จะทำไหวไหม ภาระงานเยอะขึ้นแต่ค่าตอบแทนคุ้มค่าจริงหรือ?
  • งบลงทุนเครื่องมือแพทย์ 30,000 ล้านบาท จะนำงบประมาณมาจากส่วนใด?
  • เทคโนโลยี Telemedicine ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลจะเข้าถึงและใช้งานได้จริงหรือ?
  • จะจัดการความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพดิจิทัลและการใช้ AI วินิจฉัยโรคอย่างไรให้แม่นยำ?

📢 แนวทางการสื่อสาร (Quick Response)

การตอบแบบสั้น (Short Answer): เราจะปฏิรูป อสม. เป็น 'แนวหน้าสุขภาพ' 1 แสนตำแหน่ง ใช้ Telemedicine ดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน พร้อมลงทุน 3 หมื่นล้านบาทเติมเครื่องมือแพทย์และ AI เพื่อลดภาระบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

การสื่อสารเชิงโน้มน้าว (Persuasive Message): เราจะเปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่นด้วยนโยบาย 'แนวหน้าสุขภาพ' ที่ส่งเทคโนโลยีทันสมัยตรงถึงมือผู้สูงอายุ พรรคประชาชนเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องถูกนำมาใช้เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้ประชาชน เราจะไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุลำบากเดินทางไกล แต่จะใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมต่อการรักษากับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมสร้างระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นให้คุณเลือกได้เอง เพราะสุขภาพดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงอย่างเท่าเทียม


💡 สรุปคำตอบเชิงกลยุทธ์

พรรคประชาชนมุ่งเน้นการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิโดยการยกระดับ รพ.สต. และ อสม. สู่การเป็นด่านหน้าที่มีมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และอุปกรณ์ตรวจวัดดิจิทัลเพื่อติดตามอาการผู้ป่วยถึงบ้าน ร่วมกับการจัดตั้งกองทุน Long Term Care ในรูปแบบเวาเชอร์ที่ให้ประชาชนมีอำนาจเลือกบริการที่เหมาะสมกับตนเอง และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียมทางสาธารณสุขทั่วประเทศ

🎯 ประเด็นสำคัญที่ต้องสื่อสาร

  1. ยกระดับ อสม. 100,000 ตำแหน่ง เป็น 'แนวหน้าสุขภาพ' พร้อมค่าตอบแทน 8,000-10,000 บาท/เดือน ตามภาระงาน
  2. นำเทคโนโลยี Telemedicine และอุปกรณ์พกพาเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพจากบ้านสู่โรงพยาบาลแบบเรียลไทม์
  3. จัดตั้งกองทุนดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว (LTC) ปี 2569 งบ 40,000 ล้านบาท ในรูปแบบ Patient Vouchers
  4. ลงทุน 30,000 ล้านบาทใน 4 ปี เพื่อเติมเครื่องมือแพทย์และระบบ AI ช่วยวินิจฉัยเพื่อลดภาระงานบุคลากร
  5. พัฒนา รพ.สต. 5,000 แห่ง ให้มีห้องกายภาพบำบัดและคลังอุปกรณ์การแพทย์หมุนเวียนในทุกอำเภอ

⚠️ วิกฤตและปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข (What)

สถานการณ์ปัจจุบัน: ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยระดับลึกและจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ระบบสุขภาพปฐมภูมิขาดแคลนงบประมาณและเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้บุคลากรมีภาระงานล้นมือ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ยาก

🚀 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Why)

ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงจะได้รับการดูแลที่รวดเร็วและแม่นยำถึงบ้าน ช่วยลดภาระค่าเดินทางและลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ พร้อมทั้งยกระดับศักดิ์ศรีและรายได้ของบุคลากรสาธารณสุขชุมชนให้มั่นคง

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ: ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วย NCDs, อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.), และบุคลากรทางการแพทย์

🛠 แนวทางและมาตรการของพรรค (How)

มาตรการหลัก:

  • ปรับปรุงโครงสร้าง อสม. เป็นแนวหน้าสุขภาพ พร้อมระบบฝึกอบรมและสอบขึ้นทะเบียนมาตรฐานทุก 3 ปี
  • ใช้ระบบ Patient Vouchers/Credits ให้ผู้ป่วยเลือกบริการดูแล (Home Care/Daycare) ได้ตามความพึงพอใจ
  • ลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบข้อมูลสุขภาพและ AI ทางการแพทย์เพื่อลดงานเอกสารให้บุคลากร
  • จัดตั้งธนาคารอุปกรณ์การแพทย์ร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษาเพื่อการยืม-คืนอุปกรณ์ที่จำเป็น
  • ผลักดันการถ่ายโอน รพ.สต. ให้เป็นหน่วยบริการที่มีบุคลากรสหวิชาชีพครบถ้วน

⏳ งบประมาณและกรอบเวลา

ทรัพยากรและงบประมาณ:

  • งบลงทุนเครื่องมือแพทย์ 30,000 ล้านบาท (ผูกพัน 4 ปี)
  • งบกองทุน LTC 40,000 ล้านบาท (ภายในปี 2569)
  • งบปฏิรูประบบ อสม. ประมาณ 11,000 ล้านบาทต่อปี

กรอบเวลาดำเนินการ:

  • ถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80% ภายใน 4 ปี
  • ลงทุนเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี
  • ยกระดับเบี้ยผู้สูงอายุและสวัสดิการสุขภาพเต็มรูปแบบภายในปี 2573

📂 ที่มาและแหล่งอ้างอิง (Sources)

🔗 ข้อมูลเพิ่มเติม